Saturday, November 22, 2014

แบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน Chromebox for Meetings

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทางแทนเจอรีนได้รับเครื่อง Chromebox for Meetings สำหรับนำมาทดสอบการใช้งาน เลยจะมาแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานกันครับ

การติดตั้ง


package ที่เราได้รับมาจะเป็นกล่องลูกบาศก์ใหญ่ๆ สีขาว ข้างในแบ่งออกเป็นชั้นย่อยๆ ซ้อนกัน 3 ชั้น ชั้นบนสุดจะมี กล้อง HD, ไมค์+ลำโพง (ชิ้นเดียวกัน), รีโมท และ ตัวรับสัญญาณรีโมท

package เป็นกล่องลูกบาสก์สีขาว สำหรับ package ที่จะขายในเมืองไทยอาจจะแตกต่างกัน

เปิดฝาออกมาจะเจอกับชั้นแรก

ชั้นถัดไปจะเป็นตัวเครื่อง (ใช้ CPU Intel Core i7 สำหรับประมวลผลภาพความละเอียดสูง), adapter จ่ายไฟ และแผ่นรอง (มีขั้นตอนการใช้งานสั้นๆ สอดอยู่ สามารถเปลี่ยนเอากระดาษอื่นๆ มาใส่แทนได้)

แผ่นที่โดนทับอยู่คือแผ่นรองที่มีช่องใส่กระดาษแนะนำการใช้ (เปลี่ยนกระดาษได้)

ชั้นล่างสุดจะเป็นอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ได้แก่ ตัวยึดหลังทีวีหรือกำแพง (สำหรับแขวนตัวเครื่อง) พร้อมชุดนอต, สาย HDMI, สายยืดระยะ USB (USB extension) สำหรับต่อลำโพงให้ลากได้ยาวขึ้น และสาย LAN

สำหรับการติดตั้งนั้น ถ้าไม่ต้องยึดตัวเครื่องกับทีวีหรือกำแพง การติดตั้งจะง่ายมาก เพียงแค่เสียบอุปกรณ์ทั้งหมดเข้าตามช่องของมัน ก็สามารถเริ่มใช้งานได้แล้ว

เริ่มต้นใช้งาน


การเปิดเครื่องครั้งแรก จะมีหน้าจอให้ตั้งค่าตามขั้นตอน เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว สามารถทำ video conference ได้เลย (ตัว software เป็น Hangouts เวอร์ชันเฉพาะ) แต่ถ้าต้องการใช้งานให้สะดวกควรจะให้ admin ผูกเครื่องเข้ากับ calendar ของห้องประชุมใน จะช่วยให้ event ที่จองห้องประชุมนั้น มาผูกกับตัว Chromebox for Meetings โดยอัตโนมัติ ทำให้เริ่ม video conference ได้ด้วยการกดรีโมทเพียงคลิกเดียว


ที่แทนเจอรีนมีออฟฟิศอยู่ 2 แห่ง อยู่ตึกข้างๆ กัน ผมเลยนำไปติดตั้งที่ละเครื่อง เอาไว้คุยกันข้ามตึก

ออฟฟิศอยู่ใกล้กัน แต่เดินไปเดินมาทั้งวันก็ไม่ไหว, Chromebox for Meetings ช่วยได้

การใช้งาน video conference มีอยู่ 2 รูปแบบ

1. Ad-hoc meeting

การคุยกันแบบ ad-hoc หมายถึงการคุยที่ไม่ได้นัดหมายกันล่วงหน้า วิธีการคือให้ทั้ง 2 ฝั่ง มาที่เครื่อง Chromebox for Meeting และใส่ชื่อการประชุมให้ตรงกัน (แป้นพิมพ์อยู่ด้านหลังรีโมท) โดยจะใส่ชื่ออะไรก็ได้ หากเป็นชื่อเดียวกันก็จะเข้าไปเจอกัน


2. Schedule meeting

อีกวิธีที่เหมาะสมกว่า คือการจองผ่าน resource calendar หากมีการนัดหมายกันล่วงหน้าและมาการส่ง calendar invite หากัน การจองห้องประชุมที่ผูกกับ Chromebox for Meetings ไว้จะทำให้ event นั้นๆ แสดงผลที่หน้าเครื่อง และสามารถเริ่มประชุมได้โดยการกดรีโมทเพียงคลิกเดียว

รายการ event ที่แสดงบนหน้าจอ สามารถกด join จากรีโมทได้ทันที

การส่งภาพจากเครื่อง PC ไปยัง conference


ระหว่างการคุย หากต้องมีการแสดงหน้าจอจากเครื่อง PC, notebook ส่วนตัว (เช่น การนำเสนองาน) สามารถส่งหน้าจอไปที่การประชุมนั้นๆ ได้โดยการเข้าไปที่ g.co/present ทำให้เราสามารถฉายภาพที่เครื่อง notebook ไปยังหน้าจอ เพื่อให้คนอื่นๆ ในห้องเดียวกัน หรือให้คนที่ประชุมผ่าน video conference เห็นภาพได้ โดยไม่ต้องหาสายเสียบให้วุ่นวาย

ส่งภาพจาก notebook ไปยังหน้าจอ ให้คนในห้องประชุมและคนใน video conf. เห็น 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการใช้งาน


การจะใช้ Chromebox for Meetings ได้เต็มประสิทธิภาพ มีปัจจัยประกอบดังนี้

Internet bandwidth


Internet bandwidth ควรมีเพียงพอกับความต้องการ โดยตัว Hangouts จะปรับคุณภาพสัญญาณตาม bandwidth ที่มีอยู่ ดังนั้น ถ้าต้องการภาพความละเอียดสูงก็อาจจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ internet bandwidth เอื้ออำนวย ตั้งแต่ได้เครื่องมาใช้งาน (ผมมีโอกาสได้ conference กับลูกค้า 2 ที่ ที่แรกใช้คุยระหว่าง Chromebox for Meeting อีกที่หนึ่งใช้คุยระหว่าง Chromebox for Meeting กับ BlueJeans ซึ่งทั้ง 2 ที่พูดตรงกันว่า "ภาพชัดมาก" ของอย่างนี้ดูจากภาพไม่ได้คับ ต้องเห็นจากตาตัวเอง)

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ Network requirements > Bandwidth requirements

ถ้าเป็นไปใด้ให้เสียบสาย LAN, เนื่องจากสาย LAN มักจะมีความเสถียรมากกว่า wireless อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมที่ผมใช้งานอยู่ก็ใช้งานผ่าน wireless และไม่พบปัญหาการใช้งานแต่อย่างใด

2 จอดีกว่า จอเดียว


Chromebox for Meeting 1 ชุด รองรับการแสดงผล 2 หน้าจอ โดยที่ตัวเครื่องจะมี port แสดงผล 2 port คือ HDMI และ Displayport ดังนั้นถ้าจอที่มีอยู่ใช้งาน port อื่นๆ (เช่น VGA) ก็ต้องเตรียมหัวแปลง port ไว้ตามความเหมาะสม

การต่อออก 2 จอ จะได้ประโยชน์ในกรณีที่มีการส่งภาพหน้าจอเข้ามาใน video conference, โดยหากมีหน้าจอเดียว เราจะต้องเลือกแสดงผลว่าจะดูภาพหน้าจอที่ส่งเข้ามา หรือจะดูภาพของคนอีกฝั่งหนึ่ง แต่หากมี 2 จอ หน้าจอที่สองจะแสดงภาพที่มีการส่งเข้ามาได้เต็มจอ ส่วนจอหลักก็สามารถแสดงผลภาพวีดีโอจากอีกฝั่งหนึ่งได้

จอใหญ่ในภาพต่อจาก Chromebox for Meetings ชุดเดียว จอที่รอง (จอด้านซ้าย) จะแสดงภาพที่ส่งเข้ามาใน conference แบบเต็มจอ (ในภาพ เครื่อง notebook เป็นตัวส่งภาพ) โดยที่จอหลักยังแสดงภาพการประชุมได้อยู่

ขนาดห้อง


ห้องที่ผมนำมาติดตั้งทั้ง 2 ห้องนั้น ห้องแรกมีความจุประมาณ 10 คน อีกห้องหนึ่งมีความจะประมาณ 8 คน ซึ่งอยู่ในขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน Chromebox for Meeting และพบว่าสามารถใช้งานได้ดี ลำโพงดังพอที่จะได้ยินชัดเจนทั้งห้อง ไมค์สามารถจับเสียงทุกคนได้โดยไม่ต้องอยู่ใกล้ไมค์ กล้องเก็บภาพได้พอควร (กรณีตั้งกล้องบนหน้าจอ คนที่นั่งใกล้หน้าจอจะหลุดกล้อง)

ทั้งนี้ หากนำมาใช้งานห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด เพียงแต่ประสบการณ์ที่ได้อาจจะไม่ดีนัก ในส่วนของการขยายเสียง เราสามารถต่อสายเสียง 3.5 mm เพื่อไปออกชุดเครื่องเสียงของห้อง เพื่อให้ได้ยินทั่่วทั้งห้องได้

ที่ลำโพงมีช่องเสียบสาย 3.5 mm สำหรับต่อออกชุดขยายเสียง

ขนาดหน้าจอ


ภาพความละเอียดสูง ก็ควรจะแสดงผลบนหน้าจอความละเอียดสูงครับ ถ้าให้ดีทั้ง 2 จอควรจะเป็นความละเอียด Full HD (1920 x 1080 pixels)

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ Chromebox for Meetings

ต้องซื้อมาใช้ 2 เครื่องขึ้นไป ถึงจะใช้คุยกันได้


จริงๆ มีเครื่องเดียวก็สามารถใช้งานได้ โดยอาจจะเป็นการทำ video conference กับ PC หรือ mobile device ผ่าน Hangouts เพียงแต่ภาพจากอีกฝั่งก็จะไม่ชัดเท่า

ใช้ Chromebox for Meetings ทำ video conference กับ iPhone 5S

ซื้อ PC หรือ Chromebox และนำมาประกอบกับอุปกรณ์ต่อพ่วงเอง ก็ได้


สามารถทำได้แต่ประสบการณ์ที่ได้จะไม่เหมือนกัน จุดแตกต่างหลักๆ จะอยู่ที่ตัว software ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ทำให้ได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดี เช่น

  • มาเป็นชุดเดียวกัน พร้อมติดตั้งทันที
  • การจองห้องประชุม จะแสดงผลที่ Chrombox for Meetings โดยอัตโนมัติ
  • เปิดเครื่องมาและบูทเข้าหน้า standby การประชุมทันที (ไม่ต้องใช้ account)
  • เริ่มประชุมโดยการกดรีโมทคลิกเดียว

ถ้าเป็นรูปแบบของการดัดแปลง จะมีส่วนอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงเช่น ต้องเตรียม accountn กลางสำหรับใช้งานกับเครื่องนั้น (ซึ่งก็จะเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัย หากมีคนใช้ account ดังกล่าวในทางที่ผิด)
ถ้าเป็น หรือการจอง calendar จะไม่สามารถจองจากห้องประชุมได้จากจุดเดียว ต้องมีขั้นตอนอื่นๆ เพิ่มเติม ฯลฯ รายละเอียดอื่นๆ สามารถอ่านได้จาก Chromebox for Meetings VS Chromebox แบบประกอบร่างเอง

เปรียบเทียบกรณีเครื่องคล้าย iPhone 6 ภายนอกดูเหมือน แต่ประสบการณ์ที่ได้นั้นไม่เหมือน (ภาพจาก androidauthority)

เหมาะสำหรับการนำเสนอ (presentation) ผ่าน video conferecne


ในความเป็นจริง เราสามารถส่งภาพหน้าจอจากเครื่อง PC ได้ทุกหน้าจอ ไม่จำกัดเพียงแต่การนำเสนอเท่านั้น เช่น อาจจะเปิดหน้าต่างโปรแกรมและสาธิตการใช้งานให้ดู (เหมาะกับการ training) หรือ ทีม help desk อาจจะใช้ในการ troubleshoot โดยให้ user ส่งภาพหน้าจอของทั้งเครื่องมาให้ดู

หากต้องการให้ review ตรงส่วนไหนเพิ่มเติม หรือมีข้อสอบถามอื่นๆ สามารถ comment ไว้ที่ด้านล่าง หรือติดต่อมาที่ google@tangerine.co.th
---
www.tangerine.co.th

Friday, November 21, 2014

Google และ Tangerine ขอเรียนเชิญร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์ในงาน Atmosphere Live - our biggest work virtual event ในวันที่ 4 Dec 2014 งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย

Google และ Tangerine ขอเรียนเชิญร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์ในงาน Atmosphere Live - our biggest work virtual event ในวันที่ 4 Dec 2014 งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแค่ลงทะเบียนเพื่อล็อคเวลาของท่าน

โปรดเลือกเวลาที่ท่านสะดวกเข้าร่วม
Session 1 Thailand time 09:00 am (Singapore time 10:00 am)
Session 2 Thailand time 12:00 am (Singapore time 01:00 pm)
ลงทะเบียนและจองเวลาได้ที่ :   http://g.co/AtmoLive/Tangerine



It's time to change the way you think about work.
Register

Attend Google Atmosphere Live Asia-Pacific to discover how workplaces are transforming.

Join Google's Sundar Pichai and Amit Singh, and Deloitte Digital's Frank Farrall as they kick off our morning with insightful keynotes on business transformation. Following that, the day's lineup will include speakers from companies such as Globe Telecom, Adhunik Group, LIVEhouse.in, NSW Transport and many more.

Learn how to reimagine your workplace, empower employees, engage customers, and execute big ideas. The best part–it's all happening via an online broadcast. So you can skip the travel hassles and crowds of typical conferences, and join us right from your desk.

View the agenda and choose from one of two keynote sessions, followed by on-demand
breakouts and Q&A with Google experts.

Session 1: 10:00am Singapore/Hong Kong
Session 2: 1:00pm Singapore/Hong Kong

You won't want to miss this! Register for Google Atmosphere Live Asia-Pacific, December 4th.

Take a sneak peek at what you’ll see on December 4th.
Youtube

Register

Saturday, October 25, 2014

ปกป้อง Google Account ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้วย Security Key

Google เปิดให้ผู้ใช้งาน Google Accout (ทั้งผู้ใช้ Gmail และ Google Apps) สามารถปกป้องบัญชีของตนเองให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย 2-step verification ที่เป็นการ login ด้วยสิ่งที่เรารู้ (ในที่นี้คือ รหัสผ่าน) และสิ่งที่เรามี (ในที่นี้คือโทรศัพท์มือถือ) ในกรณีที่สิ่งที่เรารู้ (รหัสผ่าน) รั่วไหลออกไป ทั้งจากการ Phishing (การทำหน้าเวบปลอดเพื่อหลอกให้ผู้ใช้ใส่รหัสผ่านและดักเก็บรหัสไปใช้งาน) หรือจากช่องทางอื่นๆ บัญชีของเราจะยังปลอดภัยในระดับหนึ่ง เนื่องจากการเข้าใช้งานจำเป็นต้องใช้รหัส (token) อีกชุดหนึ่งจากสิั่งที่เรามี

การเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ ต้องมี 2 ปัจจัยคือ สิ่งที่รู้ (รหัสผ่าน) และ สิ่งที่มี (โทรศัพท์ หรือ Security Key)

ก่อนหน้านี้ Google เปิดให้ผู้ใช้ตั้งค่าโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่สองในการ login เข้าใช้งาน โดยสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเลือกรับ token ผ่าน SMS สำหรับ iOS, Android สามารถใช้ token จากแอพ Google Authenticator แทนได้ (ซึ่งสะดวกกว่าเพราะไม่ต้องรอรับ token ทาง SMS)

token ที่ได้จาก Google Authenticator จะเป็นตัวเลข 6 หลักและมีอายุแค่ช่วงเวลาหนึ่ง

ล่าสุด Google เพิ่มทางเลือกในการใช้งานปัจจัยที่สองเข้ามา เป็น Security Key โดยมีลักษณะเป็นอุปกรณ์ USB ที่ถูกกำหนดมาตรฐานโดย FIDO Alliance

การใช้งาน Security Key โดยเสียบเข้ากับ USB port ของคอมพิวเตอร์

การลงทะเบียน Security Key เพื่อใช้งานกับ Google Account

สำหรับบัญชีที่เปิดใช้งาน 2-Step Verification แล้ว สามารถทำตามขั้นตอนด้านล่างได้ หากยังไม่ได้เปิดใช้งาน 2-Step Verification ให้เปิดใช้งานให้เรียบร้อยก่อน (ดูรายละเอียดได้จาก การเปิดใช้งาน 2-step verification)

1. ไปที่การตั้งค่าความปลอดภัย (https://www.google.com/settings/security)
2. กดที่การตั้งค่า 2-Step Verification


3. ไปที่หัวข้อ Security Keys และกดที่ Add Security Key


4. ทำตามขั้นตอนที่ปรากฏบนหน้าจอ


เมื่อลงทะเบียน Security Key เรียบร้อยแล้ว เมื่อมีการ login ด้วย username และ password ที่ถูกต้อง ระบบจะให้เราเสียบ Security Keys ที่เป็นปัจจัยที่สองในการเข้าใช้งาน (หาก Security Keys ไม่ได้อยู่กับตัว สามารถสลับไปใช้ token จากโทรศัพท์มือถือได้)


หากท่านสนใจการใช้งาน Google Apps ที่มาพร้อม 2-Step Verification ช่วยปกป้องข้อมูลในบัญชีขององค์กรให้มีความปลอดภัยมากขึ้น สามารถติดต่อได้ที่ google@tangerine.co.th
---
www.tangerine.co.th

Sunday, October 12, 2014

สื่อสารภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Google Apps for Work + Chromebox for Meetings

ความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น

วันนี้ผมไปทำธุระที่ธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อยื่นเอกสารในการตัดเงินซื้อกองทุนของ บลจ ของธนาคารนั้น จากบัญชีออมทรัพย์ของผมที่อยู่กับอีกธนาคารหนึ่ง

เชื่อหรือไม่ว่า ผมมาทำธุรกรรมที่นี่ครั้งที่ 3 แล้ว แต่ละครั้งที่ผมมาก็จะได้เจอกับเจ้าหน้าที่แต่ละคน ซึ่งแต่ละคนนั้น ให้คำตอบเดียวกันว่า "ไม่สามารถทำได้"

ครั้งแรกผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง แจ้งว่าการซื้อกองทุน จะต้องสมัครบัญชีออมทรัยพ์ของธนาคารด้วย

ครั้งที่สอง ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ชาย ท่าทางใจดี รูปร่างท้วม และใส่แว่น แจ้งว่าสามารถตัดเงินจากธนาคารอื่นได้ แต่ธนาคารที่ผมเปิดบัญชีออมทรัพย์อยู่ไม่ได้อยู่ในรายการที่ทำได้ หลังจากผมยืนยัน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าขอหาข้อมูลแล้วจะโทรมาแจ้งอีกทีในวันรุ่งขึ้น ซึ่งวันรุ่งขึ้นเขาก็โทรมาแจ้งว่าสามารถทำได้ให้นำสมุดบัญชีออมทรัพย์และบัตรประชาชนมาที่สาขาได้เลย

ครั้งที่สาม ผมไปที่สาขาพร้อมหลักฐาน และได้คุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ชายอีกคนหนึ่ง รูปร่างสมส่วน ท่าทางกระฉับกระเฉง หลังแจ้งความประสงค์เขาก็บอกว่า "ทำไม่ได้" ผมต้องอ้างถึงพี่ผู้ชายร่างท้วมในรอบก่อน จนเจ้าหน้าที่ท่านนี้โทรคุยกัน แล้วจึงบอกว่าทำได้ เดี๋ยวจะส่งเรื่องให้ในวันจันทร์

เซลล์ขายของที่รู้น้อยกว่าลูกค้า

ในแวบแรก ผมรู้สึกหงุดหงิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในสายของลูกค้า เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้คือผู้เชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ที่เราสามารถปรึกษาและสอบถามข้อมูลสำคัญได้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น ทำให้ผมลังเลกับข้อมูลที่ได้รับมา และเลือกที่จะเชื่อข้อมูลที่เราศึกษามาเองมากกว่า (เช่น ศึกษาจากหน้าเวบไซต์ของธนาคารนั้นๆ หากข้อมูลไม่ตรงกัน เราจะเชื่อข้อมูลจากหน้าเวบ)

มองในมุมกลับกัน หากเราเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร รายละเอียดในการทำงานคงมีมากมายทั้งเรื่องระเบียบ เรื่องเอกสาร รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบต่างๆ จำนวนมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลายหลายของลูกค้าในปัจจุบัน การ update เงื่อนไขต่างๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา และเราคงอยู่ในสถานการณ์ที่ ลูกค้ารู้ข้อมูลที่ update และละเอียดมากกว่า (เหตุการณ์ทำนองนี้ ยังเกิดขึ้นในสถานการณ์คล้ายๆ กัน เช่น ลูกค้าที่เดินงานคอมมาร์ตจะรู้รายละเอียดคอมพิวเตอร์มากกว่าเซลล์)

สาเหตุจากการสื่อสารที่ไม่ดีพอ

การจะสรุปว่า ที่เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คนนั้น ไม่สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้ เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลนั้น อาจจะไม่ถูกต้องสักทีเดียว ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากความสามารถในการสื่อสารขององค์กร ที่ไม่สามารถทำให้บุคคลากรที่เกี่ยวข้อง รับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้อย่างดีพอ

การสื่อสารภายในองค์กรนั้น มีได้หลายช่องทาง หลายรูปแบบ เช่น การส่งอีเมล, การประกาศในหน้า intranet (ทำได้เร็ว เข้าถึงได้ง่าย แต่อาจจะไม่ได้ผลนัก), การเดินสายอบรมความรู้ผลิตภัณฑ์ตามสาขา (ได้ผลดี แต่ใช้เวลาและทรัพยากรบุคคลเยอะ) และอื่นๆ อีกมากมาย

ลองแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือที่มี

ในฐานะที่ผมทำงานเกี่ยวข้องกับระบบการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน (messaging and collaboration platfom) ด้วยการประยุกต์ใช้เครื่องมือที่มีมาให้ใน Google Apps for Work เราสามารถนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ให้การสื่อสารมีปะสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้


สื่อสารด้วยอีเมล + Google Sites

เนื่องจากอีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักที่เข้าถึงบุคคลากรทุกคนได้ และเข้าถึงได้ทันทีจาก smartphone ที่อยู่ใกล้ตัวกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

Google Sites เหมาะที่จะเป็นแหล่งข้อมูลตรงกลางที่ทุกคนสามารถเข้ามาดูได้ตลอดเวลา จาก update ข้อมูลจากทีมดูแลผลิตภัณฑ์สามารถทำได้ทันที เจ้าหน้าที่สาขาจะมั่นใจได้ว่า ข้อมูลจาก Google Sites นั้นเป็นข้อมูลล่าสุด และเชื่อถือได้

วัดผลด้วย Google Forms

Google Forms ช่วยให้การสื่อสารนั้นเป็นแบบ 2 ช่องทาง และเป็นตัวที่ใช้วัดผลความสำเร็จของการสื่อสารนั้นๆ ทั้งในแง่ปริมาณ (จำนวนคนตอบ) ระยะเวลาหวังผล (ช่วงเวลาที่คนตอบเข้ามา) และคุณภาพ (ความถูกต้องของคำตอบ) เพื่อนำมาปรับปรุงการสื่อสารต่อไป

เราสามารถนำ Google Forms มาใช้สอบทานความรู้ของกลุ่มเป้าหมาย และนำมาวัดผลได้ว่าใครรับทราบเรื่องนั้นแล้วบ้าง และมีความรู้ความเข้าใจในระดับไหน โดยด้านท้ายอีเมล หรือหน้า Google Sites ที่ให้ความรู้เรื่องนั้นๆ ควรจะมี link สำหรับทำข้อสอบด้วย Google Forms เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตอบคำถามได้สะดวก

จัดการอบรมด้วย Chromebox for Meetings


ในกรณีที่เนื้อหาของการสื่อสารนั้น มีรายละเอียดมาก และมีความซับซ้อน จำเป็นจะต้องใช้รูปแบบของการจัดอบรม ปัญหาก็คือ หากเรารอให้ทุกคนเดินทางมาที่ส่วนกลาง หรือว่าให้เจ้าหน้าที่อบรม เดินสายไปอบรมตามสาขาต่างๆ กว่าที่ทุกคนจะได้รับข้อมูลนั้น ก็อาจจะช้าเกินไปและไม่เกิดประโยชน์อย่างที่ควร

Chromebox for Meetings ช่วยลดอุปสรรคในแง่ระยะทาง และเวลาในการเดินทาง และในการจัดสรรทรัพยากร ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น เจ้าหน้าที่อบรมสามารถอยู่ที่ส่วนกลาง และดำเนินการอบรมไปยังสาขาต่างๆ ได้พร้อมกัน (เจ้าหน้าที่สาขาก็ไม่ต้องเดินทางมาที่ส่วนกลางด้วยเช่นกัน) ช่วยให้การจัดการเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพสูง

กระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน

หัวข้อนี้ไม่เกี่ยวกับเครื่องมือในชุด Google Apps for Work โดยตรง แต่เป็นกลวิธีที่ช่วยส่งเสริมให้การสื่อสารที่เราต้องการวัดผลนั้น ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยอาจจะมีรูปแบบของการให้รางวัลแก่ผู้ที่ตอบคำถามได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับแรก การประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่าเราเห็นคุณค่าของคำตอบที่ส่งเข้ามา จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมส่งคำตอบกันมามากขึ้น อาจจะยกระดับเป็นการแข่งขันเพื่อจำลำดับในระดับสาขาก็ได้

แนวคิดนี้ผมได้มาจากหนังสือ How To Win Friends And Influence People By Dale Carnegie โดยตัวอย่างในหนังสือนั้น ผู้จัดการโรงโม่แห่งหนึ่งประสบปัญหาคนงานผลิตงานไม่ได้ตามเป้า โดยที่ผู้จัดการ พยายามทุกวิถีทาง ทั้งพูดคุย ปลุกใจ ต่อว่า กดดัน แม้กระทั่งไล่คนงานออก แต่คนงานที่เหลือก็ยังทำงานเหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้นนัก

เมื่อหัวหน้างานทราบปัญหา สิ่งที่เขาทำก็คือ ถามหัวหน้าคนงานกะกลางวันว่าวันนี้ผลิตงานได้กี่ชิ้น เมื่อหัวหน้าคนงานตอบว่า 6 เขาเพียงแค่ใช้ชอล์คเขียนเลข "6" ตัวใหญ่ ลงที่พื้น และจากไป เมื่อคนงานกะกลางคืนมาเข้างาน เห็นเลขดังกล่าวจึงสอบถามเรื่องราว เมื่อทราบเรื่องพวกเขาก็ต้องการแสดงให้เห็นว่า พวกเขาทำได้ดีกว่า เช้าวันรุ่งขึ้นหัวหน้างานมาที่โรงงานและพบว่าเลข 6 ที่เขียนไว้ ถูกลบทิ้งและเขียนทับด้วยเลข 7 นั่นทำให้ทีมกะกลางวันตั้งใจแสดงให้เห็นความสามารถของตนเองเช่นกัน เย็นวันนั้น ที่พื้นถูกเขียนด้วยเลข 10 เหตุการณ์ทำนองนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่า โรงโม่ดังกล่าวเป็นโรงโม่ที่สามารถผลิตงานออกมาได้มากทึ่สุดในโรงงาน

เนื้อหานี้สรุปได้เป็นประโยคนี้ครับ "The way to get things done, is to stimulate competition. I do not mean in a sordid, money-getting way, but in the desire to excel."

สนใจปรับปรุงการสื่อสารในองค์กร สามารถติดต่อได้ที่ google@tangerine.co.th

---
www.tangerine.co.th

Monday, October 6, 2014

ทำ email template อย่างง่าย ด้วย Canned Responses


สำหรับใครหลายคน ที่จะต้องส่งอีเมลโดยมีข้อความคล้ายๆเดิม หรือข้อความซ้ำของเดิมบ่อยๆ
ต้องคอย copy และ paste ข้อความทั้งจาก อีเมลฉบับเก่าที่เคยส่ง, Google Docs หรืออื่นๆ
เรามีวิธีง่ายๆมาแนะนำสำหรับการทำ email template อย่างง่าย ด้วย Canned Responses

สิ่งที่ควรทราบก่อนการใช้งาน
  • Canned Responses เป็นส่วนหนึ่งของ Gmail Labs (ห้องทดลอง)
    • คุณสมบัตินี้ไม่ใช่คุณสมบัติปกติของ Gmail
    • อาจเกิดข้อผิดพลาดขณะใช้งานเมื่อใดก็ได้
    • อาจนำคุณสมบัตินี้ออกไปชั่วคราวหรือถาวรเมื่อใดก็ได้

วิธีการเปิดใช้งาน Canned Responses
  1. เข้าไปที่ Mail หรือ Gmail
  2. คลิกที่ปุ่มรูปเฟือง แล้วเลือก Settings

  3. คลิกที่แท็บ Labs แล้วพิมพ์ "canned" ในช่อง Search for a lab

  4. คลิกเลือก "Enable" จากนั้นคลิกที่ปุ่ม "Save Changes"

  5. เสร็จสิ้นการเปิดใช้งาน Canned Responses
    ปล. หากต้องการปิดใช้งาน Canned Responses ให้ทำตามวิธีการเปิดใช้งาน แต่ให้เลือกเป็น Disable

วิธีการบันทึก template ไว้ใช้งาน
  1. คลิกที่ปุ่ม "Compose" เพื่อเขียนจดหมายใหม่
  2. เขียนข้อความที่ต้องการ จากนั้นให้ลบลายเซ็น (Signature) ออกไป

  3. คลิกที่ปุ่ม "More options" ด้านขวาล่าง แล้วเลือก Canned responses จากนั้นคลิกที่ "New canned reponse..."

  4. ใส่ชื่อ template ที่ต้องการ จากนั้นคลิกปุ่ม "OK"

  5. เสร็จสิ้นการบันทึก template

วิธีการเรียกใช้ template ที่ได้ทำการบันทึกไว้แล้ว (แทรกข้อความจาก template)
  1. คลิกที่ปุ่ม "Compose" เพื่อเขียนจดหมายใหม่
  2. คลิกที่ปุ่ม "More options" ด้านขวาล่าง แล้วเลือก Canned responses จากนั้นคลิกที่ชื่อ template ที่ต้องการในส่วนของ Insert (ในตัวอย่างนี้คลิกเลือก "Update Info." ในส่วนของ Insert)

  3. จะได้ข้อความจาก template มาแทรกลงในเนื้อความของจดหมาย

  4. เสร็จสิ้นการแทรกข้อความจาก template 

วิธีการแก้ไขหรืออัพเดท template
  1. คลิกที่ปุ่ม "Compose" เพื่อเขียนจดหมายใหม่
  2. เตรียมข้อความที่ต้องการบันทึกทับลงไปที่ template เดิม โดยอาจจะแทรกข้อความจาก template ที่มีอยู่เดิมแล้วทำการแก้ไข หรือจะเขียนขึ้นมาใหม่ก็ได้ตามต้องการ
  3. คลิกที่ปุ่ม "More options" ด้านขวาล่าง แล้วเลือก Canned responses จากนั้นคลิกที่ชื่อ template ที่ต้องการบันทึกข้อความทับหรืออัพเดทในส่วนของ Save (ในตัวอย่างนี้คลิกเลือก "Update Info." ในส่วนของ Save)

  4. คลิกที่ปุ่ม "OK" เพื่อยืนยันการบันทึกข้อความทับหรืออัพเดท

  5. เสร็จสิ้นการบันทึกข้อความทับหรืออัพเดท

วิธีการลบ template
  1. คลิกที่ปุ่ม "Compose" เพื่อเขียนจดหมายใหม่
  2. คลิกที่ปุ่ม "More options" ด้านขวาล่าง แล้วเลือก Canned responses จากนั้นคลิกที่ชื่อ template ที่ต้องการลบในส่วนของ Delete (ในตัวอย่างนี้คลิกเลือก "Access mail" ในส่วนของ Delete)

  3. คลิกที่ปุ่ม "OK" เพื่อยืนยันการลบ template

  4. เสร็จสิ้นการบันทึก template

สามารถบันทึก template ได้จำนวนเท่าไหร่ ?
  • จากที่ค้นคว้าข้อมูลไม่พบว่ามีการระบุจำนวน template ที่บันทึกได้
  • ใน forums บางเว็บไซต์ ได้ระบุว่าสามารถใช้ได้สูงสุดจำนวน 40 templates แต่จากการทดสอบพบว่า สามารถบันทึกได้เกิน 40 templates โดยได้ทดสอบบันทึกที่ 45 templates ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ google@tangerine.co.th
หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website ของ Tangerine  www.tangerine.co.th 
ขอบคุณครับ

จำกัดประเภทของไฟล์แนบในการรับ-ส่งอีเมลในองค์กรของคุณ





     ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความกังวลในเรื่องเกี่ยวกับกับไฟล์แนบ เช่นกังวลว่าพนักงานอาจจะใช้แบนด์วิดท์ในการรับ-ส่งอีเมลมากเกินไป หรือเกรงว่าพนักงานจะได้รับไฟล์แนบที่เป็นอันตรายจากบุคคลภายนอก หรือต้องการป้องกันการส่งออกไฟล์แนบตามสกุลไฟล์ที่คาดว่าเป็นความลับของบริษัท ปัญหาต่างๆเหล่านี้จะหมดไป เพราะฟังก์ชัน "Attachment compliance" ใน Google Apps for Work

     ในส่วนของ Admin console ใน Google Apps for Work  คุณสามารถระบุสิ่งที่จะดำเนินการกับ
ข้อความที่มีไฟล์แนบ เมื่อใช้การตั้งค่านี้คุณสามารถระบุเงื่อนไขตามประเภทไฟล์ ชื่อไฟล์ และขนาดของข้อความ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถปฏิเสธข้อความซึ่งมีไฟล์แนบสกุลวิดิโอ หรือเปลี่ยนเส้นทางข้อความ เพิ่มส่วนหัว หรือเพิ่มสตริงไว้ด้านหน้าเรื่อง นอกจากนี้ คุณยังสามารถแก้ไขข้อความ โดยตัดไฟล์แนบออกและเพิ่มคำแนะนำไว้ในข้อความ

วิธีการตั้งค่าการใช้งาน

1. Admin ลงชื่อเข้าใช้ Console การดูแลระบบของ Google
2. คลิก Google Apps > Gmail > Advanced settings
3. เลื่อนลงไปที่ส่วน"Attachment compliance"
  • ถ้าสถานะของการตั้งค่าคือ "Not configured yet"ให้คลิก"Configure"                                    (กรอบข้อความ "Add setting" จะปรากฏขึ้น)


4. เมื่อมีกรอบข้อความ "Add setting" ปรากฏขึ้นมาให้คุณตั้งชื่อการตั้งค่าตามที่คุณต้องการ
(ดังตัวอย่างตั้งชื่อว่า "Restricted Files")
จากนั้นดูในส่วนที่1 "Email messages to affect" คุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้การตั้งค่านี้มีผลกระทบ
กับใครบ้าง ดังคำอธิบายด้านล่างนี้ครับ
  • Inbound ข้อความที่ผู้ใช้ของคุณได้รับจากผู้ส่งภายนอก
  • Outbound ข้อความที่ผู้ใช้ของคุณส่งถึงผู้รับภายนอก
  • Internal - sending ข้อความที่ผู้ใช้ของคุณส่งถึงผู้รับภายในองค์กรของคุณ
  • Internal - receiving ข้อความที่ผู้ใช้ของคุณได้รับจากผู้ส่งภายในองค์กรของคุณ


5. คลิก "Add" เพื่อเพิ่มเงื่อนไขในการตั้งค่า ซึ่งคุณสามารถเพิ่มได้มากกว่าหนึ่งการตั้งค่า


6. จากนั้นให้คุณเลือกประเภทที่คุณต้องการตั้งค่าเช่น ชนิดของไฟล์,ชื่อไฟล์, ขนาดไฟล์
   


7. ในตัวอย่างเลือกประเภทเป็นชนิดของไฟล์ ซึ่งคุณสามารถคลิกเลือกไฟล์ตามประเภทที่ทาง Google
กำหนดไว้ให้แล้ว หรือคุณสามารถที่จะกำหนดเองได้จากช่อง "Custom file type" จากนั้นกดปุ่ม
"Save" ครับ


8. ขั้นตอนต่อมาหลังจากเมื่อเรากำหนดชนิดของไฟล์แนบเรียบร้อยแล้ว เราจะมาทำการตั้งค่าว่าเมื่อมีการรับ-ส่ง อีเมลที่มีไฟล์แนบเหล่านั้นเราจะทำอย่างไรกันครับ โดยมี 2 ตัวเลือกที่สามารถกำหนดได้คือ
  • Modify message (แก้ไขข้อความ)
    ตัวเลือกนี้ช่วยให้คุณสามารถแก้ไขข้อความโดยเพิ่มส่วนหัว เปลี่ยนเส้นทาง เปลี่ยนผู้รับ          เพิ่มผู้รับอื่นและนำไฟล์แนบออกได้ครับ
  • Reject message (ปฏิเสธข้อความ)
    ตัวเลือกนี้จะปฏิเสธข้อความก่อนที่จะถึงผู้รับที่กำหนดไว้ คุณสามารถป้อนข้อความที่กำหนดเองสำหรับการปฏิเสธ


 9. ในตัวอย่างผมเลือกเป็นแบบ "Modify message" และนำไฟล์แนบออกครับ โดยสามารถตั้งค่าข้อความเพิ่มเติมให้กับผู้ที่รับหรือส่งออกอีเมลได้ครับว่าข้อความนี้มีไฟล์แนบที่ผิดนโยบายในการรับ-ส่งอีเมลขององค์กร เมื่อผู้รับหรือผู้ส่งอีเมลได้รับอีเมลก็จะปรากฎข้อความที่ตั้งค่าในอีเมลครับ
จากนั้นกดปุ่ม "Add Setting"



10. สุดท้ายกดปุ่ม "Save Changes" เป็นอันเสร็จสิ้นการตั้งค่าครับ




 ข้อควรรู้เพิ่มเติม
  •  การตั้งค่าในส่วนนี้ Admin เท่านั้นจึงจะสามารถจัดการได้
  •  คุณสามารถตั้งค่าเฉพาะในแต่ละองค์กรย่อยของคุณได้ เช่นกำหนดนโยบายนี้ให้กับบางแผนก   

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ google@tangerine.co.th
หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website ของ Tangerine  www.tangerine.co.th
ขอบคุณครับ


Saturday, September 20, 2014

Chromebox for Meetings VS Chromebox แบบประกอบร่างเอง

Chromebox for Meetings คือ ชุดอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งาน video conference สำหรับองค์กรโดยเฉพาะ ช่วยให้องค์กร สามารถสื่อสารกันได้สะดวกมากขึ้น ร่นระยะทาง, เวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการเดินทาง เพื่อมาประชุมกันเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง


ผู้ประชุมต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางบนท้องถนน เพื่อประชุมเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ภาพจาก: migrationology.com


หากเทียบกับโซลูชัน video conference อื่นๆ ที่ใช้งานกันในองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โซลูชันเหล่านั้นมีต้นทุนสูงมาก ทำให้องค์กรสามารถจัดหาได้อุปกรณ์ได้ในจำนวนจำกัด สิ่งที่ตามมาก็คือ การใช้งานโซลูชันเหล่านี้ถูกใช้งานในวงจำกัด เช่น ใช้งานได้เฉพาะผู้บริหารระดับสูง หรือเฉพาะเจ้าหน้าที่ในสำนักงานใหญ่เท่านั้น ทำให้บุคคลากรส่วนมากไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการที่องค์กรมีระบบดังกล่าว


ระบบ video conference ระดับสูง เข้าถึงได้เฉพาะผู้ใช้งานบางกลุ่ม
ภาพจาก: wikipedia

Chromebox for Meetings เป็นชุด video conference ที่มีราคาไม่สูง ทำให้องค์กรสามารถจัดหา Chromebox for Meetings มาใช้งานในองค์กรได้ในวงกว้าง เป็นการเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีสามารถรองรับความต้องการของบุคคลากรในองค์กรได้อย่างทั่วถึง ระบบ video conference ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในทุกระดับ เช่น
  • การประชุดนัดหมายของหน่วยงานต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทันที ไม่ต้องรอรอบของการประชุมประจำสัปดาห์ หรือประจำเดือน
  • ผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคน ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง (โดยเฉพาะการเดินทางในเมืองที่มีรถติดมากๆ อย่างเช่นกรุงเทพฯ)
  • องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของบุคคลากร
  • องค์กรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่จำกัด ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การติดตั้งชุด Chromebox for Meetings สำหรับให้บริการลูกค้าที่มาที่สาขา หรือ บูทนอกสถานที่ ให้ลูกค้าได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์และบริการนั้นๆ (ลดจำนวนบุคคลากรที่ต้องไปประจำตามสาขา หรือ บูท)
  • ในบางบริบท องค์กรสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพนักงานได้มากขึ้น เช่น ให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน แต่ยังสามารถประชุมงานได้โดยสะดวกผ่าน Chromebox for Meetings (ลดค่าเช่าออฟฟิศสำหรับพนักงานทุกคน พนักงานไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและมีความยืดหยุ่นมากกว่า)


ด้วย video conference ที่ทุกคนเข้าถึงได้ สามารถลดค่าเดินทางขององค์กรได้อย่างชัดเจน
ภาพจาก: londonlovebusiness.com

หลังจากแนะนำให้รู้จัก Chromebox for Meetings แล้ว หากเราดูที่องค์ประกอบของชุด Chromebox for Meetings จะพบว่า ชุดอุปกรณ์นั้น เป็นอุปกรณ์ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป คนส่วนใหญ่อาจจะเกิดความคิดว่าสามารถนำ Chromebox มาประกอบร่างกับกล้อง webcam และ mic/speaker แล้วใช้เป็น Chromebox for Meetings ได้หรือไม่? คำตอบคือ ทำได้ แต่คุณจะไม่ได้ Chromebox for Meetings (ไม่ได้กวนนะคับ เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติม)


ชุด Chromebox for Meetings จาก Google ออกแบบมาสำหรับการทำ vidoe conference โดยเฉพาะ

ประเด็นที่ Chromebox for Meetings แตกต่างจาก Chromebox แบบประกอบร่าง โดยหลักๆ แล้วจะแตกต่างกันที่ “ประสบการณ์ในการใช้งาน” เนื่องจาก Chromebox for Meetings มาพร้อมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานเป็น video conference โดยเฉพาะ ทำให้รูปแบบการใช้งานนั้นง่ายและตรงตัวมากกว่า


ตัวอย่างการใช้งานทั้ง 2 รูปแบบ เปรียบเทียบกันตามตารางด้านล่าง ซึ่ง Chromebox แบบประกอบร่างเอง จะหมายถึงการนำ Chromebox แบบทั่วไปมาต่อกับ webcam และ mic/speaker เพื่อพยายามประยุกต์เป็น Chromebox for Meetings

การใช้งาน
Chromebox for Meetings
Chromebox แบบประกอบร่างเอง
การเตรียม account
ไม่ต้องเตรียม acc ใดๆ
ต้องเตรียม account 1 user account ต่ออุปกรณ์ 1 ชุด
ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์เฉพาะสำหรับการทำ video conference
Chrome OS
การจองเพื่อใช้งาน video conference
user ทำตามขั้นตอนปกติคือ
สร้าง calendar event และกดจองห้องประชุม (ที่ผูกกับ Chromebox for Meetings ไว้แล้ว) ไม่มีขั้นตอนเพิ่มเติม
user สร้าง calendar event และกดจองห้องประชุมที่ต้องการ จากนั้นต้องมาเลือกจอง calendar ของ Chromebox ด้วย
การใช้งาน video conference
  1. ผู้เข้าประชุม เดินมาที่ห้อง
  2. กด remote control เพียง 1 ครั้ง เพื่อเริ่มประชุม
  1. ผู้เข้าประชุม เดินมาที่ห้อง
  2. login ด้วย acc กลางที่กำหนดไว้ใช้กับ Chromebox
  3. เปิด Chrome browser
  4. เปิดหน้า Google calendar
  5. กดเริ่มประชุมจากหน้า calendar
ความปลอดภัย
ไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากไม่มีการใช้งาน account กลาง
มีความเสี่ยงเนื่องจากต้องมีการ login ด้วย account กลาง หากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม (เช่น ใช้ account กลางส่งอีเมลที่ไม่เหมาะสมไปหาผู้อื่น)
การแสดงผล 2 หน้าจอ
รองรับการแสดงผล 2 หน้าจอ โดยหน้าจอหลักจะแสดงหน้า video conference ส่วนหน้าจอที่ 2 จะแสดงเอกสารที่ผู้เข้าร่วมประชุมกดแสดง
ต่อออก 2 หน้าจอได้ แต่การทำ video conference รองรับเพียงหน้าจอเดียว
การจัดซื้อ เตรียมการ และการ support
จัดซืัอและรับการ support จากที่เดียวเป็นชุด ได้อุปกรณ์ครบพร้อมใช้งานทันที
จัดซื้ออุปกรณ์แยกชิ้นส่วนกัน จากแหล่งต่างๆ

การ support แยกตามแหล่งที่มาของอุปกรณ์แต่ละชิ้น

ก่อนเริ่มใช้งาน admin จะต้องเตรียม account สำหรับอุปกรณ์แต่ละชุด และ
ความง่ายในการใช้งานในฝั่งผู้ใช้
ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย
การจอง video conference ไม่มีขั้นตอนเพิ่ม
การเริ่มประชุมกด remote control เพียงครั้งเดียว
สร้างความสับสนให้ user เนื่องจากการจองระบบ video conference ต้องจ้องแยกต่างหาก จากการจองห้องประชุม

การเริ่มประชุม ต้องมีการ login ด้วย account กลาง และมีขั้นตอนในการเริ่มประชุมที่ซับซ้อนกว่า

หากสนใจเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรของคุณ ด้วย Chromebox for Meetings สามารถติดต่อได้ที่ google@tangerine.co.th
---
www.tangerine.co.th


Hangouts in Google Calendar



   การประชุมของคุณจะง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น คุณลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่คุณไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้หรือบุคคลอื่นๆที่จะต้องเข้าร่วมประชุมนั้นไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ อาจทำให้การประชุมนั้นขาดความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมหรือการประชุมนั้นต้องยกเลิกไป แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเพราะฟังก์ชัน Hangouts in Google calendar
  เมื่อคุณสร้างกิจกรรมใน calendar กิจกรรมนั้นจะสร้าง link Hangouts ให้อัตโนมัติ ช่วยให้ทุกคนในกิจกรรมสามารถเข้าร่วมการประชุมทางวิดีโอได้อย่างง่ายดาย

วิธีการสร้าง link video call 

เมื่อคุณกดสร้างกิจกรรมใน calendar จะปรากฎ link video call ให้อัตโนมัติดังภาพ
คุณสามารถกดเปลี่ยนชื่อ video call ได้ หรือถ้าไม่ต้องการก็สามารถกดลบได้ครับ



วิธีการเข้าร่วมกิจกรรมผ่าน link video call 

ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าร่วม video call ได้หลายวิธี ดังนี้
1.คลิก "Join meeting" ในช่องกิจกรรมหรือหน้ากิจกรรมใน calendar ของผู้เข้าร่วม


2. คลิก link video call  ในคำเชิญทาง email



สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
1. ถ้าคุณใช้ Google Apps for Work  Admin สามารถที่จะปิดฟังก์ชันการสร้าง link video call
2. ถ้าคุณไม่อยาก video call กับผู้เข้าร่วมบางคน คุณสามารถบล็อคผู้เข้าร่วมเหล่านั้นได้
3. ผู้เข้าร่วมภายนอกต้องได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมโดยตรง จึงจะสามารถเข้าร่วมการประชุมได้
    ผู้เข้าร่วมสามารถคลิก URL ในคำเชิญทาง Email แต่ถ้าไม่มีการเพิ่มผู้เข้าร่วมไปยังกิจกรรมใน
    calendar บุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าร่วมได้

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ google@tangerine.co.th
หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website ของ Tangerine  www.tangerine.co.th
ขอบคุณครับ